วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2554

บุคคลสำคัญต่อชาติ







พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชสมภพเมื่อวันเสาร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2423 ต่อมาทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชสมภพเมื่อวันเสาร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2423 ต่อมาทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมารเมื่อ พ.ศ. 2437 นับเป็นพระองค์ที่ 2 และทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จไปทรงศึกษาที่ประเทศอังกฤษ
พระราชกรณียกิจสำคัญที่มีต่อการสร้างสรรค์ชาติไทยสามารถสรุปได้ดังนี้
1. ด้านการเมืองการปกครอง
1.1) ทรงสร้างความรู้สึกชาตินิยมให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน โดยเน้นความจงรักภักดีต่อ "ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์" ทรงใช้วิธีการสร้างสัญลักษณ์เพื่อเป็นศูนย์รวมใจและเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดความรัก ความสามัคคี ความเสียสละ ความสำนึกในหน้าที่พลเมืองที่ดีของชาติ และสำนึกในความเสียสละของบรรพบุรุษ เช่น ทรงสร้างธงไตรรงค์เป็นธงประจำชาติ ทรงกำหนดให้มีวันสำคัญ บุคคลสำคัญของชาติ เช่น โปรดเกล้า ฯ ให้วันที่ 6 เมษายนเป็นวันชาติ เรียกว่า "วันจักรี" ตามแบบอารยประเทศที่มีวันชาติของตน เป็นต้น
1.2) ทรงประกาศเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ในวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 โดยเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งต่อมาเป็นฝ่ายชนะสงคราม ทำให้ไทยได้รับผลดี คือ ได้ยกเลิกสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการี ประเทศไทยได้รับการยกย่องให้มีฐานะเท่าเทียมกับประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร ได้เป็นสมาชิกขององค์การสันนิบาตชาติ และถือเป็นโอกาสดำเนินการแก้ไขสนธิสัญญาไม่เป็นธรรมที่ผูกมัดไทยมานานนับตั้งแต่สนธิสัญญาเบาว์ริง พ.ศ. 2398

2. ด้านสังคมและวัฒนธรรม
2.1) ทรงสร้างความเป็นสากลให้แก่ชาติไทย โดยนำประเทศเข้าสู่สังคมนานาชาติในทางวัฒนธรรม เช่น ทรงตราพระราชบัญญัตินามสกุล พ.ศ. 2456 เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นชาติที่มีอารยธรรม เพื่อปลูกฝังให้ชาวไทยมีความรู้สึกสำนึกและภาคภูมิใจในชาติ ในวงศ์ตระกูล ทรงประกาศใช้คำนำหน้านาม คือ นาย นาง นางสาว เด็กหญิง เด็กชาย ทรงให้ความสำคัญกับสตรีมากขึ้น ทรงเรียกร้องให้ชาวไทยตระหนักถึงฐานะและสิทธิของสตรี ทรงดำเนินการต่าง ๆ เช่น ส่งเสริมการศึกษาของสตรีโดยตั้งโรงเรียนให้ฝึกหัดครูสตรี แล้วส่งออกไปสอนในชนบทต่าง ๆ เปิดโอกาสให้สตรีเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมเท่าเทียมบุรุษ เช่นเดียวกับสตรีในอารยประเทศ กำหนดให้ข้าราชการในราชสำนักจดทะเบียนครอบครัวและเคหสถานเพื่อให้ครอบครัวเกิดความเรียบร้อยสงบสุข และเป็นการยกฐานะของภรรยาให้ชัดเจนขึ้น ทรงเปลี่ยนธงชาติใหม่จากธงรูปช้างเป็นธงไตรรงค์ และทรงเปลี่ยนการนับเวลาตามแบบสากล คือ จากเดิมวันใหม่หรือย่ำรุ่งของไทย เริ่มในเวลา 6 นาฬิกา เปลี่ยนเป็นเริ่มวันใหม่ตั้งแต่หลัง 24 นาฬิกา เป็นต้น
2.2) ทรงตั้งโรงเรียนมหาดเล็กหลวง (คือ วชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบัน) ใน พ.ศ. 2554 สถาปนา "โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" เป็นมหาวิทยาลัย พระราชทานนามว่า "จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" ใน พ.ศ. 2459 และทรงประกาศให้พระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2464 เป็นการเริ่มการศึกษาภาคบังคับ
2.3) ทรงมีงานพระราชนิพนธ์ประเภทต่าง ๆ จำนวนมาก ทั้งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน บทความ สารคดี นิทาน บทละคร รวมทั้งบทพระราชนิพนธ์ภาษาต่างประเทศ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส และบาลี ทั้งที่พระราชนิพนธ์เองและทรงแปล ทรงใช้ทั้งพระนามจริงและพระนามแฝง เช่น วชิราวุธ อัศวพาหุ สุครีพ พันแหลม รามจิตติ ศรีอยุธยา บทพระราชนิพนธ์มีหลากหลายประเภท เช่น บทความปลุกใจในหนังสือพิมพ์ บทละคร โคลง กลอน เพื่อสร้างทัศนคติหรือค่านิยม ความคิด ความประพฤติ ศีลธรรมจรรยา การเมือง สังคม ความรัก การชมธรรมชาติ



ที่มาและได้รับอนุญาตจาก :
ศิริพร ดาบเพชร คมคาย มากบัว และประจักษ์ แป๊ะสกุล.ประวัติศาสตร์ไทย ม.4-ม.6. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์

ระบบE-mail

e-mail ผู้รับ ในการส่งแบบ To, CC, BCC สามารถเลือก e-mail ของผู้ใช้ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ได้ จากปุ่ม […] หรือพิมพ์เพิ่มเติมเข้าไปเองได้

1

2





ปุ่มเลือกต้นแบบกลุ่มผู้รับจากการสร้างต้นแบบ (จากปุ่มหมายเลข 6)

3





ชื่อเรื่อง และบันทึกงานจากระบบ หากไม่ต้องการแสดงใน e-mail สามารถลบเองได้



4

ข้อความ สามารถพิมพ์เพิ่มเติมเป็นส่วน Message ของ e-mail ได้

5





เอกสารแนบในระบบ จะเป็น attachment ไปกับ e-mail

6



ปุ่มบันทึกรูปแบบกลุ่มผู้รับ e-mail เมื่อเลือก หรือกรอกผู้รับแล้ว สามารถบันทึกเก็บไว้เรียกใช้ได้

7





ส่ง/ยกเลิก สำหรับส่ง e-mail



ผู้ใช้ สามารถส่งเอกสารเป็น e-mail ได้ ดังนี้

8 กรอก e-mail ผู้รับ โดย

1. กรอก e-mail ลงไปเอง

2. เลือกชื่อผู้รับซึ่งใช้ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ จากปุ่ม […] จะปรากฏหน้าต่างสำหรับค้นหา e-mail หรือหากกดปุ่มค้นหาเลย จะแสดงรายชื่อ e-mail ทั้งหมด สามารถเลือกลบ e-mail ที่ไม่ต้องการส่งถึงได้

การส่งE-mail

-mail Address
เรื่องของจดหมายอิเลคทรอนิกส์

หลาย ๆ ท่านอาจคุ้นเคยกับการใช้ Email มาบ้างแล้ว แต่อีกหลายท่านก็คงยังไม่เคยใชั ดังนั้นเราลองมาศึกษาพร้อม ๆกับดูซิว่า Emai มีกี่แบบและมีวิธีการใช้งานอย่างไรบ้าง


E-Mail (Electronic Mail) - จดหมายอิเลคทรอนิกส์ คืออะไร

คือจดหมายอิเลคทรอนิกส์ ที่ใช้รับส่งกันโดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์บางแห่งใช้เฉพาะภายใน บางแห่งใช้เฉพาะภายนอกองค์กร (สำหรับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกคือ internet) การใช้งานก็เหมือนกับเราพิมพ์ข้อความในโปรแกรม word จากนั้นก็คลิกคำสั่ง เพื่อส่งออกไป โดยจะมีชื่อของผู้รับ ซึ่งเราเรียกว่า Email Address เป็นหลักในการรับส่ง


รูปแบบชื่อ Email Address yourname@it-guides.com

1. yourname คือ ชื่อของคุณ สามารถตั้งเป็นชื่ออะไรก็ได้
2. เครื่องหมาย "@" สำหรับกั้นระหว่าง ชื่อ กับ ชื่อเวปไซท์ หรือ domain name
3. it-guides.com คือ ชื่อเวปไซท์ หรือ domain name

ชนิดของการรับส่ง E-mail

1. รับส่งโดยใช้โปรแกรม Email โดยเฉพาะ เช่น Outlook Express, Eudora
2. รับส่งโดยผ่าน Web site เช่น www.yahoo.com, www.hotmail.com
3. รับส่งโดยผ่าน Web Browser เช่น Netscape, IE เป็นต้น

การรับส่ง Email โดยปกติจะต้องมีการกำหนด Configuration เพื่อกำหนด Incoming Mail และ Outgoing Mail Server ซึ่งทำให้เกิดความยุ่งยากในการ check mail เนื่องจากบางคนไม่ได้มีเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นของตนเอง หรือบางคนอาจจะต้องเดินทางบ่อย ๆ ทำให้ไม่ค่อยสะดวก ดังนั้น แบบที่ 2 คือ check email ผ่าน Web site จึงมีผู้นิยมมากที่สุดในโลก เนื่องจากไม่จำเป็นต้องกำหนด Configuration อะไรทั้งสิ้น แค่เพียงคุณสมัครเป็นสมาชิกกับ Web site ที่ให้บริการ แค่จำชื่อ User และ Password เท่านั้น คุณก็สามารถจะตรวจสอบ Email ได้จากที่ต่าง ๆ ทั่วโลก... (การลงทะเบียนเพื่อขอ E-mail แบบที่ 2 นี้จะเป็นการให้บริการฟรี!)

Web site ที่ให้บริการ Email ฟรี ได้แก่

วงจรคอมพิวเตอร์





















คอมพิวเตอร์ คือ อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ (electrinic device) ที่มนุษย์ใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการจัดการกับข้อมูลที่อาจเป็นได้ ทั้งตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ที่ใช้แทนความหมายในสิ่งต่าง ๆ โดยคุณสมบัติที่สำคัญของคอมพิวเตอร์คือการที่สามารถกำหนดชุดคำสั่งล่วงหน้าหรือโปรแกรมได้ (programmable) นั่นคือคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับชุดคำสั่งที่เลือกมาใช้งาน ทำให้สามารถนำคอมพิวเตอร์ไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างกว้างขวาง เช่น ใช้ในการตรวจคลื่นความถี่ของหัวใจ การฝาก - ถอนเงินในธนาคาร การตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์ เป็นต้น ข้อดีของคอมพิวเตอร์ คือ เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธภาพ มีความถูกต้อง และมีความรวดเร็ว

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเป็นงานชนิดใดก็ตาม เครื่องคอมพิวเตอร์จะมีวงจรการทำงานพื้นฐาน 4 อย่าง (IPOS cycle) คือ

รับข้อมูล (Input) เครื่องคอมพิวเตอร์จะทำการรับข้อมูลจากหน่วยรับข้อมูล (input unit) เช่น คีบอร์ด หรือ เมาส์
ประมวลผล (Processing) เครื่องคอมพิวเตอร์จะทำการประมวลผลกับข้อมูล เพื่อแปลงให้อยู่ในรูปอื่นตามที่ต้องการ
แสดงผล (Output) เครื่องคอมพิวเตอร์จะให้ผลลัพธ์จากการประมวลผลออกมายังหน่วยแสดงผลลัพธ์ (output unit) เช่น เครื่องพิมพ์ หรือจอภาพ
เก็บข้อมูล (Storage) เครื่องคอมพิวเตอร์จะทำการเก็บผลลัพธ์จากการประมวลผลไว้ในหน่วยเก็บข้อมูล เพื่อให้สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ในอนาคต


แสดงขั้นตอนการทำงานพื้นฐานของคอมพิวเตอร์



คุณสมบัติของคอมพิวเตอร์
ปัจจุบันนี้คนส่วนใหญ่นิยมนำคอมพิวเตอร์มาใช้งานต่าง ๆ มากมาย ซึ่งผู้ใช้ส่วนใหญ่มักจะคิดว่าคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่สามารถทำงานได้สารพัด แต่ผู้ที่มีความรู้ทางคอมพิวเตอร์จะทราบว่า งานที่เหมาะกับการนำคอมพิวเตอร์มาใช้อย่างยิ่งคือการสร้าง สารสนเทศ ซึ่งสารสนเทศเหล่านั้นสามารถนำมาพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์ ส่งผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือจัดเก็บไว้ใช้ในอนาคนก็ได้ เนื่องจากคอมพิวเตอร์จะมีคุณสมบัติต่าง ๆ คือ

ความเร็ว (speed) คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันนี้สามารถทำงานได้ถึงร้อยล้านคำสั่งในหนึ่งวินาที
ความเชื่อถือ (reliable) คอมพิวเตอร์ทุกวันนี้จะทำงานได้ทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างไม่มีข้อผิดพลาด และไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ความถูกต้องแม่นยำ (accurate) วงจรคอมพิวเตอร์นั้นจะให้ผลของการคำนวณที่ถูกต้องเสมอหากผลของการคำนวณผิดจากที่ควรจะเป็น มักเกิดจากความผิดพลาดของโปรแกรมหรือข้อมูลที่เข้าสู่โปรแกรม
เก็บข้อมูลจำนวนมาก ๆ ได้ (store massive amounts of information) ไมโครคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน จะมีที่เก็บข้อมูลสำรองที่มีความสูงมากกว่าหนึ่งพันล้านตัวอักษร และสำหรับระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่จะสามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าหนึ่งล้าน ๆ ตัวอักษร
ย้ายข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกทีหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว (move information) โดยใช้การติดต่อสื่อสารผ่านระบบ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถส่งพจนานุกรมหนึ่งเล่มในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ไกลคนซีกโลกได้ในเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งวินาที ทำให้มีการเรียกเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมกันทั่วโลกในปัจจุบันว่า ทางด่วนสารสนเทศ (Information Superhighway)
ผู้ที่สนใจศึกษาทางด้านคอมพิวเตอร์ จะต้องศึกษาหลักการทำงานพื้นฐานของเครื่องคอมพิวเตอร์และโปรแกรมประยุกต์ต่าง ๆ รวมทั้งจะต้องศึกษาถึงผลกระทบจากคอมพิวเตอร์ต่อสังคมในวันนี้ ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ โดยในแง่บวกนั้นจะมองเห็นได้ง่ายจากสภาพแวดล้อมทั่วไป นั่นคือทำให้สามารถทำงานต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วขึ้น เริ่มตั้งแต่การจัดเก็บเอกสาร การพิมพ์จดหมาย การจัดทำหนังสือพิมพ์และวารสารต่าง ๆ การฝาก - ถอนเงินในธนาคาร การจ่างเงินซื้อสินค้า ตรวจความผิดปกติของทารกในครรภ์ และในทางการแพทย์อื่น ๆ อีกมากมาย

ในแง่ลบก็มีไม่น้อย เช่น

โรงงานผลิตอุปกรณ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นต้องใช้สารเคมีเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้เกิดมลพิษต่าง ๆ มากมาย
ผู้ใช้อาจมีอาการเจ็บป่วยที่เกิดจากการทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ เช่น อาจมีการปวดหลังไหล่ที่เกิดจากการนั่งอยู่หน้าเครื่องนาน ๆ หรืออาจเกิดอาการ Carpal Tunnel Syndrome (CTS) ซึ่งเป็นอาการเจ็บป่วยที่เกิดจากเส้นประสาทบริเวณข้อมูลถูกกดทับเป็นเวลานาน ๆ โดยอาจเกิดจากการใช้คีย์บอร์ดหรือเมาส์ รวมทั้งอาจมีอันตรายจากรังสีออกมาจากจอคอมพิวเตอร์ด้วย
ถ้าคอมพิวเตอร์ทำงานผิดพลาดในระบบที่มีความสำคัญมาก ๆ อาจเป็นอันตรายกับชีวิตมนุษย์ได้ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการจราจรทางอากาศ เป็นต้น

ระบบGPRS







1: Short Message Service ( SMS )
- การใช้เทคโนโลยี่ SMS หรือการส่งข้อความ ที่กำลังได้รับความนิยมกันทั้วไปมากขึ้นทุกวันในบ้านเราขณะนี้
- Sim Tool Kit โดยใช้ Sim Card ที่ทางผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อน
ที่ได้พัฒนาและเพิ่มเติมบริการไว้ให้ใช้งานและบริการต่างๆง่ายมากยิ่งขึ้น
ดังในบ้านเราที่เห็นอยู่เป็นต้นว่า บริการ mobileLIFE จากเอไอเอส

2 : Circuit Switched Data ( CSD )
- WAP หรือ Wireless Application Protocol ที่สามารถ Connect กับโลก
ของข่าวสารข้อมูลกับ Wap Site ต่างๆ ได้ทั้วโลกแม้กระทั้งในรูปแบบของ Wireless Internet
แต่อย่างไรก็ตามทางผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็ยังเล็งเห็นว่า การโอนถ่ายสื่อสารข้อมูลของ
โทรศัพท์มือถือเคลื่อนที่ยังมีข้อจำกัดในด้านความเร็วการรับส่ง (9.6 - 28.8 kbps)
และรวมไปถึงปริมาณข้อมูลที่สามารถทำการรับ
จึงได้เริ่มพัฒนาแก้ไขเพื่อที่จะเพิ่มเติมบริการตรงส่วนบกพร่องนี้ให้ดีขึ้น
จึงได้เริ่มนำเทคโนโลยี่ทีเรียกว่า GPRS ( General Packet Radio Service)

3 : General Packet Radio Service ( GPRS )
โดยคุณสมบัติเด่นหลักๆ ของระบบ GPRS นี้เห็นจะมีคือ

- การโอนถ่ายข้อมูลที่มีความสามารถในการ รับ-ส่งผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้สูงถึง 9 - 40 kbps ซึ่งจะทำให้สามารถรับ-ส่งข้อมูลที่เป็น VDO Mail หรือ ภาพเคลื่อนไหวต่างๆได้ พร้อมทั้งเชื่อมต่อ
กับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมรวมถึงการ Down load/ Up load ได้ง่ายยิ่งขึ้น

- Always On การเชื่อมต่อเครือข่ายและโอนถ่ายข้อมูลสามารถดำเนินต่อไป แม้ในขณะที่มีสายติดต่อเข้ามาก็ตาม จึงทำให้การโอนถ่ายข้อมูลไม่ขาดตอนลง

- Wireless Internet ที่เชื่อมต่อเข้ากับ Terminal เช่น PDA หรือ Note Book
สามารถที่จะโอนถ่ายข้อมูลได้เร็วขึ้นจากที่เคยเป็นอยู่

ว่าด้วยเรื่อง GPRS คืออะไร ? GPRS เป็นตัวย่อจากภาษาอังกฤษ " General Packet Radio
Service " บริการต่างๆที่ผ่านทาง Radio Interface ในระหว่างผู้ใช้ต้นทางและปลายทางซึ่งไม่ว่าจะเป็น
Application Server หรือแม้แต่ตัวโทรศัพท์เคลือนที่เองก็ตามจะถูกแปลงเป็น Packet ซึ่งมี IP Address
กำกับอยู่ภายใน ซึ่งจะไม่เหมือนเดิมที่เคยใช้กัน ( เดิมที่เคยใช้กันคือระบบ-Radio Frame ทีใช้กันใน
การส่งข้อมูลเสียงพูดบนระบบ GSM )

อย่างไรก็ดี GPRS ไม่ได้เป็นลักษณะที่จะสามารถให้บริการได้ด้วยตัวของระบบเอง แต่ตัวมันเองเป็นเพียงแค่ Bearer ให้กับ Application ต่างๆ ที่ต้องการใช้ความเร็วที่เพิ่มมากกว่าปกติในระบบ GSM ที่เคยรองรับอยู่เดิมมาก่อน และระบบ GPRS จะต้องต่อไปยัง Packet Data Network ที่เป็น IP Network อีกต่อหนึ่ง
ดั้งนั้นผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่จะเปิดให้ใช้ในระบบ GPRS ได้นั้นจะต้องทำการติดตั้งระบบเครือข่าย ที่ประกอบด้วยหน่วยหลักๆ 2หน่วยด้วยกันคือ
1 / SGSN(Serving GPRS Supports Node)
2 / GGSN(Gateway GPRS Support Node)


โดยทั้งสองหน่วยหลักขององค์ประกอบนี้จะถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกันโดยมีอุปกรณ์อื่นๆ เป็นตัวช่วย
เพื่อไปร่วมใช้Radio Interface จาก Base Station โดยผ่านตัวควบคุมที่เรียกว่า PCU (Packet
Control Unit ) ที่ติดตั้งไว้ที่ BSC (Base Station Controller) อันทั้งนี้อาจมองได้ว่า GPRS
Network เป็นอีก Network หนึ่ง ซึ่งเข้าถึง Mobile Phone ผ่านทาง Radio Interface
ของระบบ GSM Network เดิม โดยเป็นบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการรับส่งข้อมูลเป็น Packet โดยตรง

การส่งmms















AIS ก็กด 1175 ให้ Call Center แนะนำ หรือไม่ก็กด *119 ตั้งค่าผ่านระบบอัตโนมัติ

โดยศูนย์จะส่งการตั้งค่าผ่าน SMS มาให้ คุณ Save เอาไว้ก็เป็นอันใช้ได้

หรือจะส่งผ่านเว็บที่ www.mobilelife.co.th

------------

เริ่มต้นการลงทะเบียนการใช้งาน MMS

ให้ส่งรูปในเครื่องแบบ MMS ไปที่หมายเลข 9909

จากนั้นจะได้รับ sms ยืนยันการใช้งาน

-----------

AIS : จะส่งในระบบกันได้เฉพาะ Advanced และ One2Call นะครับ GSM1800 ส่งและรับไม่ได้

นอกระบบ ก็ส่ง-รับได้แค่ Dtac ระบบอื่นยังไม่มีการ Connect กัน

ค่าจัดส่ง...ครั้งละ 6 บาท ไม่รวมภาษี





















1. หลังจากทำการสั่งซื้อ Package SMS เข้าสู่เมนู Account




2. Login เข้าสู่ระบบ โดยใส่อีเมลล์และรหัสผ่านของท่าน




3. เมื่อ Login เข้าสู่ระบบแล้ว ท่านจะพบหน้าจอดังรูปที่ 3 เลือกเมนูส่งข้อความ




4. วิธีการส่งข้อความ
ระบบจะแจ้งจำนวนเครดิตที่ท่านสามารถส่งข้อความได้ที่นี่


วิธีการส่งข้อความ

ขั้นที่ 1 ใส่ชื่อผู้ส่ง (ภาษาอังกฤษเท่านั้น) ในช่อง sender name

ขั้นที่ 2 ใส่เบอร์โทรปลายทางที่ท่านต้องการในช่อง send to : รหัสเมือง + รหัสประเทศ + เบอร์โทรศัพท์

ตัวอย่าง : กรณีภายในประเทศไทย หมายเลขโทรศัพท์ (081) 123-4567 ใส่หมายเลข 0811234567


ขั้นที่ 3 ท่านสามารถเลือกรายชื่อและเบอร์ที่ท่านต้องการได้จากเมนู Phonebook

ขั้นที่ 4 ในกรณีที่ท่านต้องการส่งเป็นกลุ่ม ท่านสามารถเลือกกลุ่มรายชื่อได้จากเมนู Group

ขั้นที่ 5 พิมพ์ข้อความที่ท่านต้องการส่งข้อความลงในช่อง Message

ขั้นที่ 6 ถ้าท่านส่งข้อความภาษาไทยเลือก Thai

ถ้าท่านส่งข้อความภาษาอังกฤษเลือก English



5. วิธีการ Add รายชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ปลายทางลงใน PhoneBook


หลังจากเลือกเมนู PhoneBook คลิ๊กเลือก Add

ขั้นที่ 1 ใส่รายชื่อในช่อง Display Name

ขั้นที่ 2 ใส่หมายเลขโทรศัพท์ปลายทางในช่อง Mobile

ขั้นที่ 3 หากท่านต้องการนำรายชื่อเข้ากลุ่มคลิ๊กเลือกชื่อกลุ่มที่ Group

ขั้นที่ 4 คลิ๊กที่นี่



6. วิธีการ Add Group Name คลิ๊กเลือก Add ในช่ง Manage Group





ขั้นที่ 1 ใส่รายชื่อกลุ่มที่ต้องการในช่อง Group Name


ขั้นที่ 2 ใส่คำอธิบายรายละเอียดชื่อกลุ่มลงในช่อง Description หลังจากนั้นคลิ๊กที่ Add



7. วิธีการ Import File หลังจากคลิ๊กที่ Import ในเมนู Manage Phonebook แล้วจะปรากฏหน้าจอดังรูป




ขั้นที่ 1 คลิ๊ก Browse เลือกไฟล์ที่ท่านมีอยู่

หมายเหตุ : - กรุณาเลือกไฟล์ที่เป็น .txt หรือ .csv เท่านั้น
- รูปแบบของไฟล์ข้อมูลจะต้องประกอบด้วย ชื่อ, หมายเลขโทรศัพท์ ดังตัวอย่างดังรูปข้างต้น

ขั้นที่ 2 คลิ๊กเลือกรายชื่อกลุ่มที่ท่านต้องการหลังจากนั้นคลิ๊ก Import รายชื่อในไฟล์ของท่านจะเข้ามาอยู่ใน PhoneBook ดังรูปที่ 8





8. การดูรายชื่อทั้งหมด คลิ๊กเลือกที่ View จะปรากฏหน้าจอดังรูปที่ 9








9. การดูรายชื่อกลุ่มทั้งหมด คลิ๊ก View ในช่องของ Manage Group