วันพุธที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ศิลปะไทย


ศิลปะไทย

ศิลปะไทย ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเชีย อุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้และพืชผลการเกษตร มีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นสายสำคัญทอดยาวจากทิศเหนือสู่ทิศใต้ลงอ่าวไทย เมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์เช่น พระนครศรีอยุธยา กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสายนี้ รวมถึงสุโขทัยริมฝั่งแม่น้ำยม อันเป็นต้นน้ำแขนงหนึ่งที่ไหลบรรจบเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำจึงถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยหล่อหลอมศิลปวัฒนธรรมไทย ศิลปะไทยส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากอินเดียโดยเฉพาะอินเดียตอนใต้ แต่ก็นำมาปรับเปลี่ยนให้ตรงกับรสนิยมของตนเอง ศิลปะเหล่านี้มาพร้อมกับการรับอิทธิพลทางศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู และพุทธศาสนา ศิลปะไทยส่วนใหญ่จึงเกิดจากแรงผลักดันของศาสนาดังกล่าวเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจเกี่ยวกับศิลปะไทย ยังต้องเรียนรู้ศิลปะของอารยธรรมโบราณในประเทศไทย ซึ่งช่วยหล่อหลอมให้เกิดลักษณะเฉพาะของศิลปะไทยในภายหลัง อารยธรรมเหล่านี้ได้แก่ อารยธรรมทวารวดี อารยธรรมศรีวิชัย อารยธรรมขอม ศิลปะในประเทศไทยระยะแรกได้รับอิทะพลจากความเชื่อเรื่องดวงวิญญาณและอำนาจลี้ลับดังจะเห็นได้ว่า เครื่องประดับร่างกายหรือภาชนะดินเผาบ้านเชียง นอกจากทำขึ้นเพื่อใช้สอยในชีวิตประจำวันแล้ว ยังทำขึ้นเพื่อประกอบพิธีกรรมฝังศพ ศิลปะต่อมาได้รับอิทธิพลศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูจากอินเดีย ซึ่งเชื่อว่าเผยแพร่ครั้งแรกในภาคใต้บริเวณจังหวัด กระบี่ นครศรีธรรมราช เพราะพบเทวรูปเก่าแก่หลายชิ้นในแถบนี้ สำหรับพุทธศาสนาฝ่ายหินยาน หรือเถรวาทเผยแพร่สู่ประเทศไทย ตั้งแต่ก่อนสมัยทวารวดี แต่หลักฐานทางศิลปะส่วนใหญ่สร้างขึ้นในสมัยทวารวดี ดังพบพระพุทธรูปและสถูปมากมาย ซึ่งมีลักษณะคล้ายศิลปะอมราวดี คุปตะ และหลังคุปตะ ส่วนฝ่ายมหายานเข้ามาเผยแพร่ตั้งแต่สมัยศรีวิชัย ระยะเดียวกับที่เผยแพร่สู่ชวาในประเทศอินโดนีเซีย ส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายศิลปะคุปตะ หลังคุปตะ และปาละ - เสนา ศาสนาตอนกลางของตะวันออกตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย โดยตั้งศูนย์กลางอยู่ที่เมืองละโว้หรือลพบุรี การเรียกศิลปะลพบุรีจึงหมายถึงศิลปะขอมในประเทศไทยนั่นเอง ระยะต่อมาศิลปะไทยได้รับอิทธิพลพุทธศาสนาฝ่ายหินยานหรือเถรวาท ซึ่งเข้ามา 2 ทาง คือ จากพุกามของพม่าและลังกา โดยส่งผลตั้งแต่สมัยเชียงแสนตลอดจนถึงสมัยสุโขทัยเรื่อยมา พร้อมนำแบบอย่างศิลปะพุกามและลังกาเข้ามาด้วย แต่ศิลปะไทยยังมิอาจหลีกพ้นจากคติศาสนาพราหมณ์หรือมหายาน คติเหล่านี้ได้ผสมผสานแทรกซึมอยู่ในศิลปะไทยตลอด โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเทพและแผนภูมิจักรวาล นอกจากศาสนาแล้ว สภาพภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติก็มีอิทธิพลต่อศิลปะไทยเช่นกันความอุดมสมบูรณ์ของ ป่าไม้ ดิน แร่ ทำให้สถาปัตยกรรมไทยส่วนใหย่สร้างด้วยไม้ หรือ ก่ออิฐสอปูน ใช้ไม้แกะสลัก ดินเผา หรือ ปูนปั้นตกแต่งลวดลาย ศิลปะไทยในระยะหลังยังได้รับอิทธิพลจากศิลปะอื่นๆ ไม่ว่าจะ จีน อาหรับ หรือตะวันตก โดยเฉพาะศิลปะตะวันตกมีอิทธิพลอย่างยิ่งในสมัยรัตนโกสินทร์ นับตั้งแต่รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมาวัฒนธรรมของชาวตะวันตกได้เข้ามามีบทบาทเกือบทุกด้าน อันเป็นเหตุให้ศิลปะไทยเสื่อมสลาย ลง และเกิดการสร้างสรรค์ รูปแบบใหม่ๆ นอกเหนือประเพณีเดิม ศิลปะไทยปรากฎทั้งด้าน สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม และศิลปหัตถกรรม







































































วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ต้มยำกุ้ง


ต้มยำกุ้ง
TOM YAM KUNG
ต้มยำเป็นการปรุงอาหารชนิดหนึ่งของคนไทยประเภทน้ำแกง เครื่องเทศที่ขาดไม่ได้เลย คือ
..........ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริกขี้ หนูน้ำมะนาว..........
ต้มยำทำได้หลายชนิดมีทั้งต้มยำปลาต้มยำเห็ดต้มยำไก่และต้มยำกุ้งสำหรับต้มยำกุ้งนับเป็นอาหารไทย
ที่โด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกทั้งในแง่ความอร่อยและยังเป็นอาหารจานสมุนไพรต้านมะเร็งอีกด้วย
ต้มยำกุ้งตำรับดั้งเดิมนั้นน้ำแกงใสมีกลิ่นหอมปัจจุบัยต้มยำกุ้งถูกดัดแปลงให้น้ำข้นสีสวยด้วยน้ำพริกเผาหรือบาง
ครั้งก็เติมน้ำกะทิหรือนมสดลงไป
.....................................................................
เครื่องปรุงและวิธีทำต้มยำกุ้ง
เครื่องปรุง
กุ้งกุลาดำ น้ำหนักตัวละ 100 กรัม 5 ตัว
เห็ดฟางผ่าครึ่ง 100 กรัม
พริกขี้หนูสวนทุบพอแตก 10 เม็ด
ข่าอ่อนหั่นแว่น 5 แว่น
ตะไคร้หั่นเฉียง 1 ต้น
ใบมะกรูดฉีก 3 ใบ
น้ำปลา 3 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำซุป 3 ถ้วย
วิธีทำ
1. ล้างกุ้ง แกะเปลือก เด็ดหัวไว้หาง ผ่าหลัง ดึงเส้นดำออก
2. ใส่น้ำซุปลงในหม้อ ตั้งไฟกลางพอเดือด ใส่ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด เดือดอีกครั้ง
3. ใส่กุ้ง เห็ดฟาง พอกุ้งสุกเป็นสีชมพู เดือดอีกครั้ง ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะนาว ใส่พริกขี้หนู ยกขึ้น
4. ตักใส่ชาม รับประทานร้อน ๆ

สลัดนำใส



ส่วนประกอบ
เห็ดหอมสด มะเขือเทศสีดาผักกรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค ขนมปังกรอบ


เครื่องปรุงน้ำสลัด
น้ำส้มสายชู น้ำตาลทรายไม่ฟอกสี พริกไทยดำป่น น้ำมันมะกอกเล็กน้อย
วิธีทำ1. ผสมเครื่องปรุงน้ำสลัดทั้งหมดเข้าด้วยกัน ชิมรสตามชอบ ยกลงจากเตา พักไว้ให้เย็น ยกขึ้นตั้งไฟพอให้น้ำตาลละลาย 2. เวลารับประทานตักน้ำสลัดคลุกเคล้ากับผักสดตามชอบ เช่น กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค มะเขือเทศสีดาและเห็ดหอมสดซึ่งลวกน้ำร้อน หรือผัดน้ำมันมะกอกพอสุก โรยหน้าด้วยขนมปังกรอบ

คุณค่าและสารอาหาร
สลัดจานนี้แม้จะดูเป็นอาหารเบาๆท้อง แต่คุณค่าอาหารเพียบพร้อมเชียวนะ เริ่มตั้งแต่
ผักกรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค และมะเขือเทศสีดาที่อุดมด้วยวิตามินซี เบต้าแคโรทีน ซึ่งต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ไกลจากโรคมะเร็งและหลอดเลือด ทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และบำรุงสายตา และธาตุเหล็ก ซึ่งช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง
เห็ดหอมสด ซึ่งแคลอรี่น้อย ไขมันต่ำ มีวิตามินดีสูง ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม เสริมกระดูกและฟัน นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุโพแทสเซียมที่ช่วยลดความดันเลือด และซิลิเนียมที่เป็นสารต้านมะเร็งอีกด้วย
น้ำมันมะกอกนอกจากจะช่วยให้สลัดจานนี้มีกลิ่นรสชวนกินแล้ว ที่สำคัญยังมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวมากที่สุด (77 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดเลว และเป็นแหล่งพลังงานที่ดีพอๆกับไขมันอิ่มตัว เรียกว่าให้พลังงานเต็มที่แต่ไม่ทำร้ายหัวใจคนกิน


พระอภัยมณี
ตอน เกาะแก้วพิสดาร
๏ พอเห็นเงาเขาขวางอยู่กลางน้ำ
พิลึกล้ำกว่าคีรีที่ไหนไหน
จึงถามนางเงือกน้อยกลอยฤทัย
เกาะอะไรแก้วตาตรงหน้าเรา ๚
๏ นางเงือกน้ำบอกสำคัญว่านั่นแล้ว
คือ เกาะแก้วพิสดาร เป็นชานเขา
พระฟังนางสร่างโศกค่อยบรรเทา
จึงว่าเราเห็นรอดไม่วอดวาย ๚
ก่อนที่นางเงือก จะพาพระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อสมุทรมาถึง เกาะแก้วพิสดารนี้ พ่อเงือกและแม่เงือก ก็ได้ถูกนางผีเสื้อสำเร็จโทษ จับกินไปด้วยความแค้นเรียบร้อยแล้ว นางเงือกจึงมีความโศกเศร้านักอยากจะตายตามพ่อและแม่ไป แต่พระอภัยไม่ยอมให้ตาย
๏ พงศ์กษัตริย์ตรัสห้ามด้วยความรัก
หวังจะหักอาดูรให้สูญหาย
โอ้น้องแก้วแววตาจะลาตาย
แสนเสียดายดังใครล้วงเอาดวงใจ ๚
ที่ไม่ยอมให้นางเงือกตายนั้นก็ทั้งห่วงชีวิตและคิดถึงคะนึงหา
๏ นางมัจฉานารีของพี่เอ๋ย
เจ้าทรามเชยอยู่ที่นี่หรือที่ไหน
พี่มาเยือนเพื่อนยากฝากอาไลย
สายสุดใจจงขึ้นมาหาพี่ชาย ๚
๏ ฝ่ายเงือกน้อยสร้อยเศร้าให้เหงาง่วง
อยู่ในห้วงหุบวลชลสาย
ได้ฟังคำฉ่ำชื่นค่อยฟื้นกาย
จึงแหวกว่ายสายสมุทรผุดขึ้นมา ๚
นางเงือกเองก็เหลือตัวตนคนเดียว เมื่อยินน้ำเสียงอันอ่อนโยนของพระอภัยก็อุ่นใจนัก ยิ่งพระอภัยรุกเร้าเกี้ยวพาราสี ออดอ้อนอย่างต่อเนื่อง ก็ไม่รู้ว่าจะแข็งใจไปได้อย่างไร
๏ จะปกป้องครองคู่ไม่รู้ร้าง
ไม่เว้นว่างวายประโลมโฉมมัจฉา
ประสายากฝากรักกันสองรา
แก้วกานดาดวงจิตต์อย่าบิดเบือน ๚
๏ นางเงือกน้ำคำนับอัภิวาท
เชิงฉลาดเหมือนมนุษย์นั้นสุดเหมือน
จึงตอบคำทำกระบวนแกล้งชวนเชือน
พระมาเยือนเยี่ยมนี้น้องดีใจ ๚
แต่นางเงือกก็อิดเอื้อน ทำนองว่าตนเองเป็นมัจฉาอยู่ในน้ำไม่คู่ควร แต่พระอภัยฯ ก็ตามตื้อ
๏ ประเวณีมีทั่วทุกตัวสัตว์
ไม่จำกัดห้ามปรามตามวิไสย
นาคมนุษย์ครุฑาสุราไลย
สุดแต่ใจปรองดองจะครองกัน ๚
๏ เจ้ากับพี่นี้ก็เห็นเป็นกุศล
จึงหนีพ้นมารมาไม่อาสัญ
จะเคียงคู่ชูชื่นทุกคืนวัน
โอ้จอมขวัญไนยนาได้ปรานี ๚
๏ พลางอิงแอบแนบน้องประคองเคล้า
ค่อยต้องเต้าเต่งอุรามารศรี
พระเชยปรางทางฉะอ้อนอ่อนอินทรีย์
ร่วมฤดีเดือนหงายสบายใจ ๚
๏ สมพาสเงือกเยือกเย็นเหมือนเล่นน้ำ
ค่อยเฉื่อยฉ่ำชื่นชมด้วยสมหมาย
สัมผัสพิงอิงแอบเป็นแยบคาย
ไม่เคลื่อนคลายคลึงเคล้าเยาวมาลย์ ๚
๏ จนดาวเดือนเลื่อนลับพยับฟ้า
จึงโลมลาลับหลังยังสถาน
แต่เช้าค่ำไปมาอยู่ช้านาน
จะประมาณเจ็ดเดือนไม่เคลื่อนคลา ๚

สังข์ทอง



สังข์ทอง
เรื่องย่อทั้งหมด
กาลปางก่อน มีพระเจ้าพรหมทัต(ท้าวยศวิมล) ครองเมืองพรหมนคร(เมืองยศวิมล) พระเจ้าพรหมทัตมีมเหสีสององค์ มเหสีฝ่ายขวา ชื่อพระนางจันทราเทวี (นางจันเทวี) มเหสีฝ่ายซ้าย ชื่อพระนางสุวรรณจัมปากะ (นางจันทา) พระเจ้าพรหมทัตโปรดมเหสี ฝ่ายซ้ายมาก ต่อมามเหสีทั้งสองทรงครรภ์ โหรทำนายว่าบุตร ของมเหสีฝ่ายขวาเป็นชาย ส่วนมเหสีฝ่ายซ้ายเป็นหญิง พระนางสุวรรณจัมปากะ รู้สึกเสียใจที่จะได้ธิดาแทนจะเป็น โอรส และเกรงว่าพระนางจันทราเทวีจะได้ดีกว่า จึงใส่ร้ายพระนางจันทราเทวีจนพระเจ้า พรหมทัตหลงเชื่อขับไล่พระนางจันทราเทเวีออกจากพระราชวัง พระนางจันทราเทวีเดิน ทางด้วยความยากลำบาก เมื่อถึงชายป่านอกเมือง ยายตาสองคนสงสาร จึงชวนให้พักอยู่ ด้วยโอรสในครรภ์ของพระนางจันทราเทวีเห็นความยากลำบากของพระมารดา จึงแปลง กายเป็นหอยสังข์เพื่อไม่ให้พระมารดาต้องลำบากเลี้ยงดู เมื่อครบกำหนดคลอด พระนาง จันทราเทวีก็คลอดโอรสออกมาเป็นหอยสังข์ ซึ่งพระนางก็รักใคร่ เลี้ยงดูเหมือนลูกมนุษย์
วันหนึ่งพระนางจันทราเทวี ออกจากบ้านไปช่วยตายายเก็บผักหักฟืน ลูกน้อยใน หอยสังข์ก็ออกจากรูปหอยสังข์ช่วยปัดกวาดบ้านเรือน และหุงหาอาหารไว้ พอเสร็จก็กลับ เข้าไปในรูปหอยสังข์ตามเดิม พระนางจันทราเทวี เมื่อกลับมาก็แปลกใจ ว่าใครมาช่วย ทำงานและเมื่อนางจันทราเทวีออกจากบ้านไป ลูกน้อยในหอยสังข์ก็จะออกมาทำงานบ้าน ให้เรียบร้อยทุกครั้ง พระนางจันทราเทวีอยากรู้ว่าเป็นใคร วันหนึ่งจึงทำทีออกจากบ้านไป ป่าเช่นเคย แต่แล้วก็ย้อยกลับมาที่บ้าน โอรสในหอยสังข์ก็ออกมาทำงานบ้าน พระนาง จันทราเทวีเห็นโอรสเป็นมนุษย์ก็ดีใจ จึงทุบหอยสังข์เสีย และกอดโอรสด้วยความยินดี และตั้งชื่อให้ว่า " สังข์ทอง "
เมื่อพระเจ้าพรหมทัต รู้ข่าวว่าพระนางจันทราเทวี ประสูติพระโอรส ก็ยินดีจะรับ พระนางจันทราเทวีกลับ พระนางสุวรรณจัมปากะเทวี ริษยาจึงได้เท็จทูล ว่าพระโอรส เดิมเป็นหอยสังข์ พระเจ้าพรหมทัตก็หลงเชื่อเกรงจะเป็นกาลกิณีต่อบ้านเมือง จึงให้ อำมาตย์จับพระนางจันทราเทวีและลูกน้อยสังข์ทองใส่แพลอยไป เมื่อแพลอนออกทะเล เกิดพายุใหญ่แพแตก พระนางจันทราเทวีถูกคลื่นซัดลอยไปติดที่ชายหาดเมืองมัทราษฎร์ พระนางก็เดินทางซัดเซพเนจรไปอาศัยบ้านเศรษฐีเมืองมัทราษฎร์ชื่อ ธนัญชัยเศรษฐีและ ทำหน้าที่เป็นแม่ครัว
ฝ่ายพระสังข์ทอง นั้นจมน้ำลงไปยังนาคพิภพ พระยานาคมีจิตสงสารจึงเนรมิต เรือทอง แล้วอุ้มพระสังข์ทองใส่ไว้ในเรือ เรือทองลอยไปถึงเมืองยักษ์ซึ่งนางยักษพันธุรัต ปกครองอยู่ นางยักษ์เห็นพระสังข์ทองในเรือทอง เกิดความรักใคร่เอ็นดู จึงนำพระ สังข์ทองมาเลี้ยงดูในปราสาท และให้พี่เลี้ยงนางนม แปลงร่างเป็นคน เพื่อมิให้พระ สังข์ทองหวาดกลัว พระสังข์ทองก็เติบโตอยู่กับนางยักษ์พันธุรัต
นางยักษ์พันธุรัตปกติจะต้องออกไปหาสัตว์ป่ากินเป็นอาหาร เมื่อนางออกไปป่าก็จะ ไปครั้งละสามวันหรือเจ็ดวัน ทุกครั้งที่ไป ก็จะสั่งพระสังข์ทองว่าอย่าขึ้นไปเล่นบนปรา สาทชั้นบน และ ในสวน พระสังข์ทองก็เชื่อฟัง แต่เมื่อโตขึ้นก็เกิดความสงสัยอยากรู้ วันหนึ่งเมื่อนางยักษ์พันธุรัตไปป่า พระสังข์ทอง ก็แอบไปในสวนส่วนที่ห้ามไว้ เห็น กระดูกสัตว์และคน เป็นจำนวนมาก ที่นางยักษ์กินเนื้อแล้วทิ้งกระดูกไว้เป็นจำนวนมาก พระสังข์ทองเห็นเช่นนั้นก็ตกใจ นึกรู้ว่ามารดาเลี้ยงเป็นยักษ์ก็รู้สึกหวาดกลัว และเมื่อเดิน ต่อไปเห็นบ่อเงินบ่อทองสวยงาม พอพระสังทองเอานิ้วก้อยจุ่มลงไปนิ้วก็กลายเป็นสีทอง พระสังข์ทอง จึงลงไปอาบทั้งตัวร่างกาย ก็กลายเป็นสีทองงดงาม แล้วพระสังข์ทอง ก็ขึ้นไปบนปราสาทชั้นบน เห็นเกราะรูปเงาะป่า เกือกทอง และพระขรรค์ พระสังข์ทอง เอาเกราะเงาะป่ามาสวม ก็กลายร่างเป็นเงาะป่า พอใส่เกือกทองก็รู้สึกว่าลอยได้ พระ สังข์ทองจึงหยิบพระขรรค์ แล้วเหาะหนีออกจากเมืองยักษ์ และข้ามแม่น้ำไปยังเมือง ตักศิลาตกเย็นจึงพักอยู่ที่ศาลาริมน้ำ
ฝ่ายนางยักษ์กลับมาไม่เห็นลูก และขึ้นไปที่ปราสาทชั้นบน เห็นเกราะรูปเงาะป่า เกือกทองและพระขรรค์หายไป ก็รู้ทันทีว่าพระสังข์ทองรู้ว่าตนเป็นยักษ์แล้วหลบหนีไป นางจึงเหาะตามไป เมื่อถึงฝั่งน้ำเห็นพระสังข์ทองพักอยู่ นางไม่สามารถเหาะข้ามไปได้ จึงร้องไห้ อ้อนวอนให้พระสังข์ทองกลับไป พระสังข์ทองยังหวาดกลัวจึงไม่ยอมกลับ นางพันธุรัตเสียใจจนหัวใจแตกสลาย แต่ก่อนตายนางก็สอนมนต์หาเนื้อหาปลาให้ พระ สังข์ทองแล้วนางก็สิ้นใจตาย พระสังข์ทองรู้สึกเสียใจมากหลังจากได้จัดเผาศพนางยักษ์ แล้ว พระสังข์ทองก็เหาะเดินทางไปเมืองพาราณสี และได้ไปอาศัยชาวบ้านช่วยเลี้ยงโค พระสังข์ทองตอนนี้รูปร่างเป็นเงาะป่าพวกเด็กเลี้ยงโคก็มาเล่นสนิทสนมกับพระสังข์ทอง
ที่เมืองพาราณสีนี้เจ้าเมืองมีธิดา 7 องค์ เจ้าเมืองคิดจะให้พระธิดาทั้ง 7 องค์ได้ อภิเษกสมรส จึงมีรับสั่งให้ประกาศแก่เจ้าผู้ครองนครต่าง ๆ ให้ส่งโอรสมาให้พระธิดา เลือกพระธิดาทั้ง 6 องค์ ก็เลือกได้เจ้าชายที่เหมาะสม แต่พระธิดาองค์สุดท้อง ชื่อรจนา ไม่ยอมเลือกเจ้าชายองค์ใด เจ้าเมืองพาราณสีทรงกริ้วมากจึงประชดโดยให้อำมาตย์ไป ประกาศให้ชายทุกคนในเมือง ให้เข้ามาในวังให้พระราชธิดาเลือก พระสังข์ทองในรูป เงาะป่าก็ถูกเกณฑ์เข้ามาด้วย เมื่อนางรจนาออกมาเลือกค ู่ บุญบันดาลให้เห็นรูปทองของ พระสังข์ทองแทนที่จะเป็นเงาะป่า นางจึงเลือกเงาะป่า เจ้าเมืองพาราณสีกริ้วมากขับไล่ นางรจนาออกไปอยู่นอกเมือง
เจ้าเมืองพาราณสีมีความแค้นเคืองเงาะป่าคิดจะกำจัด จึงออกคำสั่งให้เขยทั้งหก และเงาะป่าไปหาเนื้อมาคนละตัว ใครหามาไม่ได้จะถูกประหารชีวิตเงาะป่าเข้าไปในป่า ถอดรูปเงาะออกแล้วร่ายมนต์เรียกเนื้อ เนื้อทั้งหลายก็มาอยู่ที่พระสังข์ทอง หกเขยหา เนื้อทั้งวันก็ไม่ได ้ จนกระทั่งมาพบพระสังข์ทอง ซึ่งหกเขยคิดว่าเป็นเทวดา หกเขยขอ เนื้อจากพระสังข์ทอง พระสังข์ทองให้โดยขอตัดใบหูคนละหน่อย หกเขยก็ยอม ทั้งหมดก็นำเนื้อไปให้เจ้าเมืองพาราณสี
เจ้าเมืองพาราณสียังทำร้ายเงาะป่าไม่ได้ก็แค้นใจ จึงมีคำสั่งให้เขยทุกคนหาปลา ไปถวาย พระสังข์ทองก็ถอดรูปเงาะป่าแล้วร่ายมนต์เรียกปลา ปลาก็มาออคับคั่งอยู่ที่ พระสังข์ทอง หกเขยหาปลามาไม่ได้ทั้งวัน และเมื่อพบปลามาอออยู่ที่พระสังข์ทองก็ กราบไหว้อ้ออนวอนขอปลา พระสังข์ทองยกให้โดยขอตัดปลายจมูกหกเขยคนละหน่อย แล้วหกเขยกับเงาะป่านำปลาไปถวายเจ้าเมืองพาราณสี
เจ้าเมืองพาราณสีขัดแค้นใจที่ทำอันตรายเงาะป่าไม่ได้ ก็เฝ้าคิดหาวิธีการอื่นที่จะ กำจัดเงาะป่า พระอินทร์บนสวรรค์ทราบถึงการคิดร้ายของเจ้าเมืองพาราณสีต่อเงาะป่า จึงลงมาช่วย โดยเหาะลงมาลอยอยู่หน้าพระที่นั่งของเจ้าเมืองพาราณสีและกล่าวท้าทาย ว่าให้เจ้าเมืองพาราณสีหาคนดีมีฝีมือเหาะขึ้นมาตีคลีกับพระอินทร์บนอากาศ ภายในเจ็ด วันถ้าหาไม่ได้ก็จะฆ่าเจ้าเมืองพาราณสี
เจ้าเมืองพาราณสีตกใจมาก ให้หกเขยและบรรดาเสนาอำมาตย์ช่วยกันหาผู้อาสา เหาะไปตีคลี ทุกคนก็จนปัญญา เจ้าเมืองพาราณสีจึงให้ป่าวประกาศว่าผู้ใดที่สามารถ เหาะไปตีคลี กับพระอินทร์บนอากาศได้จะยกราชสมบัติให้ แต่ก็ยังไม่มีผู้ใดมาอาสา นางมณฑาเทวีพระมเหสีของเจ้าเมืองพาราณสี จึงแอบไปหานางรจนา และขอให้ นางรจนาอ้อนวอนให้เงาะป่าช่วย เงาะป่าสงสารทั้งสองนางจึงรับปาก และในวันที่เจ็ด เงาะป่าก็ถอดรูปเป็นพระสังข์ทอง ใส่เกือกแก้วเหาะขึ้นไปตีคลีกับพระอินทร์ จนชนะ พระอินทร์ก็กลับไปบนสวรรค์
เจ้าเมืองพาราณสีดีพระทัยมากได้ขอโทษพระสังข์ทองและยกราชสมบัติให้ตาม สัญญา พระสังข์ทองขอลาไปตามหาพระนางจันทราเทวีก่อนพระสังข์ทองเดินทางไป ตามเมืองต่างๆจนกระทั่งมาถึงเมืองมัทราษฎร์จึงไปสืบถามที่บ้านธนัญชัยเศรษฐีว่ารู้จัก หญิงที่ชื่อ จันทราเทวีหรือไม่ ธนัญชัยเศรษฐีบอกว่าไม่รู้จัก แต่ก็เชิญพระสังข์ทองอยู่ รับประทานอาหาร พระสังข์ทองสังเกตว่าอาหารมีรสปราณีต ซึ่งผู้ทำจะต้องเป็นผู้ทำ อาหารถวายพระเจ้าแผ่นดิน จึงขอพบแม่ครัวและซักถามประวัติ ก็ทราบว่าเป็น พระนางจันทราเทวีจึงดีใจมาก และขอธนัญชัยเศรษฐีที่จะรับพระมารดากลับไป
พระสังข์ทองนำพระมารดากลับไปอยู่ที่เมืองพาราณสี พระสังข์ทอง ปกครอง เมืองพาราณสีจนเจริญรุ่งเรือง กิติศัพท์แพร่ไปยังนครอื่น ๆ จนถึงเมืองพรหมนคร ชาวเมืองพรหมนครก็อพยพมาอยู่เมืองพาราณสี เสนาอำมาตย์เมืองพรหมนครจึงทูล เสนอพระเจ้าพรหมทัตว่า พระสังข์ทองพระราชโอรสครองเมืองพาราณสี มีความ สามารถทำให้รุ่งเรือง จึงเห็นสมควรที่จะอัญเชิญพระสังข์ทอง มาครองเมือง พรหมนคร เพื่อสร้างความเจริญพระเจ้าพรหมทัตเมื่อทรงทราบว่าพระโอรสยังมีชีวิต อยู่และมีความสามารถก็ยินดี และสำนึกผิดให้อำมาตย์ผู้ใหญ่ไปเมืองพาราณสีและทูล เชิญพระสังข์ทอง และพระนางจันทราเทวีกลับเมืองพรหมนคร พระสังข์ทองสงสาร พระบิดา จึงอ้อนวอนพระมารดาให้อภัยพระเจ้าพรหมทัต และเดินทางกลับเมือง พรหมนคร พระเจ้าพรหมทัตก็มอบราชสมบัติให้พระสังข์ทอง ปกครองบ้านเมืองเป็น สุขสืบมา