วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553

หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด




หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด





สมเด็จเจ้าพะโคะหรือหลวงพ่อทวด เป็นที่รู้จักของชาวไทยทุกภูมิภาคในฐานะพระศักดิ์สิทธิ์ที่มีอิทธิปาฏิหาริย์และอภิญญาแก่กล้าจนได้สมญาว่า "หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด" ประวัติอันพิสดารของท่านมีเล่าสืบกันมาไม่รู้จบสิ้น ยิ่งนานวันยิ่งซับซ้อนและขยายวงกว้างออกไปกลายเป็นความเชื่อความศรัทธาอย่างฝังใจ หลวงพ่อทวดเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงๆ เรื่องราวต่อไปนี้ผู้เขียนได้รวบรวมจากหนังสืออ้างอิงหลายเล่มทั้งที่เป็นตำนานหลักฐานทางประวัติศาสตร์ หนังสือและเอกสารต่างๆ พอจะให้ท่านผู้อ่านได้ทราบว่า หลวงพ่อทวดคือใคร เกิดในสมัยใดและได้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและพระศาสนาไว้อย่างไรบ้าง เพื่อเป็นคติเตือนใจแก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป

ประวัติขนมไทย


ประวัติขนมไทย



ขนมไทยนั้นเกิดขึนมานานแล้วตั้งแต่ประเทศไทยยังเป็นสยามประเทศได้ติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ เช่น จีน อินเดีย มาตั้งแต่สมัยสุโขทัยโดยส่งเสริมการขายสินค้าซึ่งกันและกัน ตลอดจนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้าน อาหารการกินร่วมไปด้วย ต่อมาในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ได้มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ไทยได้รับเอาวัฒนธรรมด้านอาหารของชาติต่าง ๆ มาดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น วัตถุดิบที่หาได้ เครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนการบริโภคนิสัยแบบไทย ๆ จนทำให้คนรุ่นหลัง ๆ แยกไม่ออกว่าอะไรคือขนมที่เป็นไทยแท้ ๆ และอะไรดัดแปลงมาจากวัฒนธรรมของชาติอื่น เช่น ขนมที่ใช้ไข่ และขนมที่ต้องเข้าเตาอบ ซึ่งเข้ามา ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จากคุณท้าวทองกีบม้าภรรยาเชื้อชาติญี่ปุ่น สัญชาติโปรตุเกส ของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ผู้เป็นกงศุลประจำประเทศไทยในสมัยนั้น ไทยมิใช่เพียงรับทองหยิบ ทองหยอด และฝอยทองมาเท่านั้น หากยังให้ความสำคัญกับขนมเหล่านี้โดยใช้เป็นขนมมงคลอีกด้วย ส่วนใหญ่ตำรับขนม ที่ใส่มักเป็น "ของเทศ" เช่น ทองหยิบ ฝอยทอง ทองหยอดจากโปรตุเกส มัสกอดจากสกอตต์ ขนมไทยเป็นเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำชาติไทยอย่างหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันดี เพราะเป็นสิ่งที่แสดงให้ เห็นถึงความละเอียดอ่อนประณีตในการทำ ตั้งแต่วัตถุดิบ วิธีการทำ ที่กลมกลืน พิถีพิถัน ในเรื่องรสชาติ สีสัน ความสวยงาม กลิ่นหอม รูปลักษณะชวนรับประทาน ตลอดจนกรรมวิธีการรับประทาน ขนมแต่ละชนิด ซึ่งยังแตก ต่างกันไปตามลักษณะของขนมชนิดนั้น ๆ ขนมไทยที่นิยมทำกันทุก ๆ ภาคของประเทศไทย ในพิธีการต่าง ๆ เนื่องในการทำบุญเลี้ยงพระ ก็คือขนม จากไข่ และมักถือเคล็ดจากชื่อและลักษณะของขนมนั้น ๆ













































































































































































































































..........โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ได้ก่อตั้งและดำเนินการสอนสืบเนื่องมาโดย ภราดาคณะเซนคาเบรียล ซึ่ง นักบุญหลุยส์ มารี เดอ มองฟอร์ต ได้สถาปนาขึ้นในปี ค.ศ. 1705 ณ ประเทศฝรั่งเศส มีจุดมุ่งหมายแรกเริ่มที่ จะสอนให้เยาวชนอ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็น และมีหลักศาสนาเป็นแนวทางให้ประพฤติตนเป็นคนดี โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ตั้งอยู่ เลขที่ 30 หมู่ 3 ในหมู่บ้านเศรษฐกิจ แขวงบางไผ่ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ก่อตั้ง เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2504 ดำเนินการโดย มูลนิธิคณะเซนคาเบรียลแห่งประเทศไทย สอนวิชาสามัญ ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6
..........คณะภาราดาเซนคาเบรียล ริเริ่มก่อตั้งโรงเรียนนี้ เนื่องจาก นายไถง สุวรรณทัต ศิษย์เก่าอาวุโสของโรงเรียนอัสสัมชัญกรุงเทพฯ ได้มีจิตศรัทธามอบที่ดินในหมู่บ้านเศรษฐกิจ ให้มูลนิธิ ฯ มีเนื้อที่ทั้งหมด 56 ไร่ 1 งาน 9 ตารางวา เพื่อก่อตั้งโรงเรียนซึ่งเป็นสาขาหนึ่งในจำนวน 14 โรงเรียนที่ดำเนินการโดย ภราดาคณะเซนคาเบรียลแห่งประเทศไทยดังนี้
1. โรงเรียนอัสสัมชัญกรุงเทพ ฯ ตั้งเมื่อ 2428 กรุงเทพมหานคร 2. โรงเรียนเซนคาเบรียล ตั้งเมื่อ 2463 กรุงเทพมหานคร 3. โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย ตั้งเมื่อ 2475 จังหวัดเชียงใหม่ 4. โรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์ ตั้งเมื่อ 2482 กรุงเทพมหานคร 5. โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา ตั้งเมื่อ 2487 จังหวัดชลบุรี 6. โรงเรียนเซนต์หลุยส์วิทยาลัย ตั้งเมื่อ 2491 จังหวัดฉะเชิงเทรา 7. โรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง ตั้งเมื่อ 2501 จังหวัดลำปาง 8. โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ตั้งเมื่อ 2504 กรุงเทพมหานคร 9. โรงเรียนอัสสัมชัญระยอง ตั้งเมื่อ 2506 จังหวัดระยอง 10. โรงเรียนอัสสัมชัญอุบลราชธานี ตั้งเมื่อ 2508 จังหวัดอุบลราชธานี 11. โรงเรียนอัสสัมชัญนครราชสีมา ตั้งเมื่อ 2510 จังหวัดนครราชสีมา 12. มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ตั้งเมื่อ 2512 กรุงเทพมหานคร 13. โรงเรียนอัสสัมชัญสำโรง ตั้งเมื่อ 2522 จังหวัดสมุทรปราการ14. โรงเรียนอัสสัมชัญเทคนิคนครพนม ตั้งเมื่อ 2541 นครพนม
..........โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ได้เจริญก้าวหน้าตามลำดับต่อมามูลนิธิคณะเซนคาเบรียลแห่งประเทศไทยได้ซื้อที่ดินทางทิศเหนือ ของโรงเรียนเพิ่มอีกเป็น 79 ไร่ 44 ตารางวา ได้มีการเปลี่ยนแปลงภราดาผู้บริหาร ดังรายนามดังต่อไปนี้
อธิการท่านที่ 1 ภราดาอาซีเนียว อาเกลอินฟาเต พ.ศ. 2504 (เสียชีวิตแล้ว)อธิการท่านที่ 2 ภราดาอินเดอร์ฟองโซ มารี ซีซีเรีย พ.ศ. 2505- พ.ศ.2507 (เสียชีวิตแล้ว)อธิการท่านที่ 3 ภราดาแอนดูว์ อารมณ์ วรศิลป์ พ.ศ. 2508- พ.ศ.2510 (เสียชีวิตแล้ว)อธิการท่านที่ 4 ภราดาวิศิษฐ์ ศรีวิชัยรัตน์ พ.ศ. 2510- พ.ศ.2517 อธิการท่านที่ 5 ภราดาบัญชา แสงหิรัญ พ.ศ. 2518- พ.ศ.2520 อธิการท่านที่ 6 ภราดาสมพงษ์ ศรีสุระ พ.ศ. 2521- พ.ศ.2526 อธิการท่านที่ 7 ภราดามีศักดิ์ ว่องประชานุกูล พ.ศ. 2527- พ.ศ.2534 อธิการท่านที่ 8 ภราดาอานันท์ ปรีชาวุฒิ พ.ศ.2535- พ.ศ.2541อธิการท่านที่ 9 ภราดาเลอชัย ลวสุต พ.ศ.2541- พ.ศ.2543อธิการท่านที่ 10 ภราดาเดชาชัย ศรีพิจารณ์ พ.ศ.2544 - พ.ศ.2546อธิการท่านที่ 11 ภราดาอาจิณ เต่งตระกูล พ.ศ.2547 - พ.ศ.2549อธิการท่านที่ 12 ภราดาชำนาญ เหล่ารักผล พ.ศ.2550 - ปัจจุบัน "
..........ปัจจุบันมีอาคารเรียนและอาคารประกอบจำนวน 23 หลัง มีจำนวนห้องเรียน 93 ห้อง ห้องสมุด ห้องคอมพิวเตอร์ ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ห้องดนตรี ห้องแนะแนว ห้องปฏิบัติการภาษาต่างประเทศ ห้องพยาบาล ห้องไฟฟ้า ห้องโสตทัศน์ ห้องกิจกรรมชมรมต่าง ๆ ห้องอาคารครู ห้องอาหารนักเรียน ฯลฯ
..........แนวนโยบาย การบริหารท่านผู้อำนวยการอาจารย์ใหญ่คนปัจจุบันเน้นการนำเทคโนโลยีทันสมัย มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาครู พัฒนานักเรียน ปรับปรุงแผนการศึกษาทุกด้านเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนเป็นบุคคลที่พร้อม ทั้งด้านสติปัญญาร่างกาย จิตใจและมีคุณธรรมให้สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขทั้งยังพัฒนาอาคารสถานที่เพื่อการศึกษา ของโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรีให้เป็นโครงการพัฒนาการศึกษาที่ก้าวกระโดดท้าทายคณะผู้บริหาร ครู อาจารย์ และต่อการศึกษา ของเด็กและเยาวชนเป็นอย่างยิ่งในขณะเดียวกันก็ได้พัฒนาคุณภาพครู อาจารย์ ด้วยการให้ไปดูงานต่างประเทศไปอบรมสัมนา เพื่อเพิ่มพูนความรู้ และจัดหาเงินกองทุนสวัสดิการครูเพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่คณะครูอาจารย์ในโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี






















































































































































ประวัติเกมส์




ประวัติเกมส์



ยุคเริ่มต้นด้วย การเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านการผลิตคิดค้นและพัฒนา วิทยุ ,โทรทัศน์ และ เครื่องเล่นวีดีโอ โซนี่ยังพยายามพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆขึ้นมาอย่างไม่หยุดยั้ง หนึ่งในนั้นคือพวกเขาได้สร้างรูปแบบเครือข่ายที่เรียกว่า System G ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในช่วงปี 70 และหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังนี้คือ เคน คุตารางิ ซึ่งภายหลักกลายมาเป็นตัวจักรสำคัญของโซนี่ ในการผลักดัน Playstation ขึ้นมา ซึ่งในเวลานั้นเขาแสดงความสนใจในการเติบโตของอันรวดเร็วตลาดเกม แต่น่าเสียดายที่โซนี่ในตอนนั้น ไม่สนใจต่อคำแนะนำของเขาและพลาดการเข้าสู่ตลาดในช่วงแรกไป จนในที่สุดก็ถูกบริษัทอย่าง Namco, Taito และ Atari นำเกม Pong (สุดยอดเก๋า ต้นแบบเกมปิงปอง), Space Invaders (จนถึงปัจจุบันยังมีคนทำเป็น Collection นะ) และ Galaxian ไปสู่ความสำเร็จอย่างถล่มทลายอย่างไรก็ตาม ความพยายามครั้งแรกของโซนี่ในการจับกระแสวีดีโอเกม ก็ไม่เป็นอย่างที่คาด ในช่วงกลางปี 80 พวกเขาได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเครื่อง MSX ที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าของญี่ปุ่นเจ้าอื่น ๆอย่าง Toshiba, Panasonic(National) และ Sharp แต่ MSX ก็ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่ามันไม่สามารถที่จะแข่งกับเครื่องอื่น ๆอย่าง Sinclair Spectrum และ Commodore 64 (คนไทยเรียกกันว่า พีซีรุ่นเก๋า 64) ได้เลย พวกเขาจึงรู้ข้อผิดพลาดของตัวเองนั่นคือมองข้าม Nintendo ไปนั่นเองหาก มองข้ามความสำเร็จของ Atari ผู้สร้าง Test Drive ไป จะพบว่า นินเทนโด เป็นเจ้าแรกที่สามารถนำเกมเครื่องเข้าไปอยู่ในห้องนั่งเล่นของทุกบ้านทั่ว โลก ด้วยความช่วยเหลือจากยักษ์ใหญ่อาเขตในสมัยนั้นอย่าง Namco และเกมดัง ๆที่อยู่ในมืออย่าง Donkey Kong นินเทนโดจึงใช้เวลาไม่นานเลยที่จะสถาปนาตัวเองเป็นจ้าวแห่งวีดีโอเกม ในขณะที่โซนี่ ทำได้แค่เพียงรอเวลาที่เหมาะสมเท่านั้นจุดพลิกผันใน ที่สุดโซนี่ก็ได้โอกาสที่จะเข้าสู่อุตสาหกรรมวีดีโอเกมในปี 1990 ด้วยการจับมือกับ นินเทนโด ซึ่งในขณะนั้นเครื่อง NES ได้ถูกแซงหน้าไปโดย เครื่องเกม 16 บิท ตัวใหม่ของเซกาก็คือ Mega Drive ทั้งกราฟิคและเกมที่ถูกนำเสนอออกมาอย่างเหนือชั้นกว่า และสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับผู้เล่น นินเทนโดจึงแก้เกมด้วยการออกเครื่อง SNES หรือ ซุปเปอร์แฟมิคอม ซึ่งก็ไปได้ดีไม่แพ้เครื่องก่อนหน้านี้ แต่กระนั้นเซกาก็ได้ประกาศที่จะทำเครื่องเล่น CD ที่สามารถประกอบเข้ากับเครื่องเดิมของเขาในชื่อ Mega CD นินเทนโด ซึ่งกลัวที่จะถูกเซกาทิ้งไปอีกรอบจึงเข้าปรึกษาขอความร่วมมือกับโซนี่ ในการพัฒนาตัวเล่น CD ด้วยการพัฒนาร่วมกันกับ Philips โดยมี เคน คุตารางิ และทีมงาน เข้าร่วมมือกับนินเทนโดแต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นหนึ่ง วันหลังจากที่โซนี่ประกาศ แผนการร่วมมือกันในอนาคตกับนินเทนโดในงาน Summer Consumer Electronic Show ในปี 1991 นินเทนโดก็ประกาศยกเลิกสัญญากับโซนีและหันไปร่วมมือกับ Philips ในการพัฒนา CD drive แทน และแน่นอนว่าโปรเจคนี้ไม่เคยได้เห็นแสงตะวันเพราะ ฟิลิปส์ กำลังง่วนอยู่กับการพัฒนาเทคโนโลยี CDI ของตัวเอง ในขณะเดียวกันที่ญี่ปุ่น โซนี่กำลังซุ่มพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งในการคืนชีพ Super Disc Project ที่ตายไปด้วยความมุ่งมั่น(และเคียดแค้น) โดยกลับไปใช้ชื่อ Playstation ชื่อเดิมของโปรเจคที่ใช้ก่อนการจับมือกับ nintendoตัวคนเดียวเมื่อ ไม่มีนินเทนโด หนทางในการเข้าสู่ตลาดเกมคอนโซลของโซนี่ก็เหมือนจะเป็นไปไม่ได้ เพราะบริษัทก็ไม่มีเกมที่สามารถมายืนพื้น ไม่มีทั้งหน่วยพัฒนาเกมในบริษัท ถึงแม้จะเคยสร้างเกมให้กับเครื่อง Mega Drive ,Mega CDและ SNES แต่ก็ไม่มีอะไรที่น่าจดจำ อีกทั้งไม่มีประสบการณ์ในตลาดคอนโซลอันเชี่ยวกรากแห่งนี้ แต่สิ่งที่โซนี่มีอยู่ในมือก็คือเครื่องที่สามารถเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของเกม ได้ และทุนหนุนหลังจากบริษัทแม่ก้าวที่ผิดพลาดของนินเทนโดนั้นนอก จาก การยกเลิกแผนพัฒนาโปรเจค CD ร่วมกับโซนี่และยึดติดกับการใช้ตลับในการบรรจุข้อมูลเกมใน N64 แล้ว พวกเขายังสร้างความไม่พอใจให้กับ มาซายะ นาคามูระ ผู้ควบคุมการสร้างแผนกเกมอาเขตของแนมโค ที่นินเทนโดมัดมือชกเขาให้เซ็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ถึงขนาดที่นาคามูระ ร่อนหมายศาลฟ้องนินเทนโดฐานครองตลาดในแบบผูกขาด แต่ภายหลังก็ถูกControlให้ถอนฟ้องไป และนี่คือเหตุผลที่แนมโคแสนจะยินดีในการหันมาร่วมมือกับโซนี่ด้วยการเข็น Ridge Racer และเกมอาเขตในคลังอื่น ๆให้ด้วยความเต็มใจนอกจากนี้โซ นี่ยังได้เซ็นสัญญากับบริษัท Psygnosis ก่อนที่จะซื้อมาในครอบครองภายหลัง และผลิตเกมดัง ๆอย่าง wipeout (อันนี้อยากให้เป็นในโลกจริง) และ Destruction Derby (สุดมันส์ ย่างศพรถกันเข้าไป ต้นแบบของ Flatout , Burnout) และไม่นานหลังจากนั้น บรรดาผู้พัฒนาชื่อดังทั้งหลายก็ตบเท้ากันเข้ามาอยู่ใต้เครื่องของ PlayStation









































































ประวัติประเทศไทย


ประวัติประเทศไทย


ประเทศไทยแต่เดิมมีชื่อว่า "ประเทศสยาม" หรือ "สยามประเทศ"
ดินแดนที่เป็นประเทศไทยส่วนใหญ่นับแต่บริเวณภาคใต้ไปจนภาคเหนือ อันเป็นเขต ป่าเขานั้น อยู่ในบริเวณที่เรียกว่า กึ่งชุ่มชื้น และกึ่งแห้งแล้ง จึงเป็นบริเวณที่เหมาะสมแก่การตั้งหลักแหล่งของชุมชนมนุษย์ให้เป็นบ้านเมืองได้เกือบทั้งสิ้น
รัฐหรือแคว้นในดินแดนประเทศไทยในระยะแรกเริ่มส่วนใหญ่ เกิดขึ้นในบริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณพุทธศตวรรษ ที่ 7-8 เรื่อยมา จนถึงพุทธศตวรรษที่ 15 การย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานจึงเลือกเฟ้นและจำกัดอยู่ในบริเวณภูมิภาคดังกล่าว ที่มีความเหมาะสมทั้งในด้านเกษตรกรรมและการเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนสินค้ากว่าบริเวณอื่น ๆ ภาคอื่นซึ่งได้แก่ภาคเหนือและบริเวณอื่นที่ใกล้เคียงก็มีผู้คนอยู่เพียงแต่มีแต่เป็นชุมชนเล็ก ๆ กระจายอยู่ตามท้องถิ่นต่าง ๆ เท่านั้น
กรุงศรีอยุธยาตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถลงมา นับได้ว่ามีฐานะเป็นราชอาณาจักรสยามอย่างแท้จริงสิ่งสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ากรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เป็นอาณาจักรสยามอย่างแท้จริง คือมีหลักฐานทั้งด้านพระราชพงศาวดารและกฎหมายเก่าตลอดจนจารึกและลายลักษณ์อื่น ๆ ที่ชี้ให้เห็นว่ามีการปฏิรูปการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดินที่รวมศูนย์แห่งอำนาจมาอยู่ภายใต้พระมหากษัตริย์ ณ ราชธานีเพียงแห่งเดียว
นั่นก็คือ การยกเลิกการแต่งตั้งเจ้านายในพระราชวงศ์ เช่น พระราชโอรส พระราชนัดดา ไปปกครองเมืองสำคัญที่เรียกว่า เมืองลูกหลวง หรือหลานหลวง ตั้งแต่ก่อนออกกฎข้อบังคับให้บรรดาเจ้านายอยู่ภายในนครโดยมีการแต่งตั้งให้มีตำแหน่ง ชั้นยศ ศักดิ์ และสิทธิพิเศษของแต่ละบุคคล ส่วนในเรื่องการปกครองหัวเมืองนั้น โปรดให้มีการแต่งตั้งขุนนางจากส่วนกลางไปปกครองเจ้าเมือง ขุนนาง และคณะกรรมการเมืองแต่ละเมืองมีตำแหน่ง ยศ ชั้น ราชทินนาม และศักดินา ลำดับในลักษณะที่สอดคล้องกับขนาดและฐานความสำคัญของแต่ละเมือง ส่วนเมืองรองลงมาได้แก่ เมืองชั้นโท และชั้นตรี ที่มีเจ้าเมืองมียศเป็นพระยาหรือออกญาลงมา บรรดาเจ้าเมืองเหล่านี้ไม่มีอำนาจและสิทธิในการปกครองและการบริหารเต็มที่อย่างแต่ก่อน จะต้องขึ้นอยู่กับการควบคุมของเจ้าสังกัดใหญ่ในพระนครหลวง ซึ่งประกอบด้วยฝ่ายทหารและพลเรือน
นับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 20 ลงมา ผู้ที่เรียกว่าชาวสยามหรือเมืองที่เรียกว่าสยามนั้น หมายถึงชาวกรุงศรีอยุธยาและราชอาณาจักรอยุธยาในลักษณะที่ให้เห็นว่าแตกต่างไปจากชาวเชียงใหม่ ชาวล้านนา ชาวรามัญ ชาวกัมพูชา ของบ้านเมืองที่อยู่ใกล้เคียงกัน
ที่ตั้งของประเทศไทย
ประเทศไทยตั้งอยู่ในทวีปเอเชียในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในบริเวณพื้นที่ที่เรียกว่า "คาบสมุทรอินโดจีน" ซึ่งมีความหมายมาจากการเป็นคาบสมุทรที่เชื่อมต่อ คืออยู่ระหว่างกลางของดินแดนใหญ่ 2 บริเวณ คืออินเดียทางตะวันตก และจีนทางตะวันออก โดยล้อมรอบไปด้วยเพื่อนบ้านใกล้เคียง คือ พม่า ลาว กัมพูชา มาเลเซีย และเพื่อนบ้าน ในเขตภูมิภาคคือ เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย บรูไน และฟิลิปปินส์
ภาษา
ประเทศไทยมีภาษาของตนเองโดยเฉพาะทั้งภาษาพูดและเขียนเป็นภาษาประจำชาติ เรียกว่า "ภาษาไทย" เราไม่ทราบแน่นอนว่าภาษาไทยกำเนิดมาจากแหล่งใด แต่เมื่อพบศิลาจารึกที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงประดิษฐ์ขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 1826 เป็นต้นมา ทำให้เราสามารถทราบประวัติและวิวัฒนาการของภาษไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัย จนกระทั่งถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ภาษาไทยมีลักษณะเฉพาะตัวเป็นภาษาที่มีระดับเสียง โดยการใช้วรรณยุกต์กำกับ คือมีเสียงวรรณยุกต์ 4 รูป คือ ไม้เอก โท ตรี และจัตวา กำกับบนอักษรซึ่งปัจจุบันมีอักษรใช้ 44 ตัว แบ่งออกเป็นอักษรสูง 11 ตัว อักษรกลาง 9 ตัว และอักษรต่ำ 24 ตัว มีสระ 28 รูป ซึ่งมีเสียงสระ 32 เสียง ประกอบคำโดยนำเอาอักษรผสมกับสระวรรณคดี ต่าง ๆ ทั้งที่เป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง นั้นกวีได้นำคำมารจนาให้เกิดความไพเราะเพราะพริ้งได้ ทั้งนี้สาเหตุหนึ่งเนื่องมาจากลักษณะของภาษาไทย นั่นเอง
เมืองหลวง
กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย มีเนื้อที่กว้าง 1,549 ตารางกิโลเมตร เป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญต่าง ๆ ของชาติแต่เดิม กรุงเทพมหานคร มีฐานะเป็นจังหวัด ๆ หนึ่งเรียกชื่อตามราชการว่า จังหวัดพระนคร ต่อมาได้รวมกับจังหวัดธนบุรี ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งขวาแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงข้ามกับกรุงเทพฯ ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 24 ลงวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2514 เป็นจังหวัดเดียวกันโดยเรียกชื่อใหม่ว่า นครหลวงกรุงเทพธนบุรี และต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335
รัฐบาลและการปกครอง
ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ มีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล ประเทศไทยมีการจัดระเบียบการปกครองภายในประเทศอย่างเป็นระบบ มาช้านานแล้ว ซึ่งยังผลให้ประเทศไทยมีความเป็นปึกแผ่นและสามารถรักษาเอกราชมาได้จนถึงทุกวันนี้ การปกครองของไทยได้ปรับและเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับกาลสมัย และเป็นไปตามความต้องการของประเทศชาติเสมอมา ทำให้วิธีดำเนินการปกครองแต่ละสมัยแตกต่างกันไป
สมัยสุโขทัย (พ.ศ. 1781 - 1981)
การปกครองเป็นแบบพ่อปกครองลูก ผู้ปกครองคือพระมหากษัตริย์ คำนำหน้าของ พระมหากษัตริย์ไทยในสมัยนั้นจึงใช้คำว่า "พ่อขุน"
สมัยอยุธยา (พ.ศ. 1893 - 2310)
เริ่มต้นเมื่อพระเจ้าอู่ทอง ทรงตั้งกรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานีเมื่อราวปี พ.ศ. 1893 คำที่ใช้เรียกพระเจ้าอู่ทองมิได้เรียก "พ่อขุน" อย่างที่เรียกกันมาครั้งสุโขทัย แต่เรียกว่า "สมเด็จ พระพุทธเจ้าอยู่หัว" พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะเทวราชหรือสมมติเทพ เป็นองค์รัฐาธิปัตย์ ปกครองแผ่นดิน
สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ. 2325 - 2475)
ได้นำเอาแบบอย่างการปกครองในสมัยสุโขทัย และอยุธยามาผสมกัน ฐานะของพระมหากษัตริย์เปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้อยู่ในฐานะเทวราชหรือสมมติเทพดังแต่ก่อน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับราษฎรมีความใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ถึงแม้จะปกครองตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่มีลักษณะประชาธิปไตยแฝงอยู่ในหลายรูปแบบ เช่น แทรกอยู่ในการปกครองพระมหากษัตริย์ทรงให้สิทธิเสรีภาพแก่ประขาชนในการดำรงชีวิต การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สิ้นสุดลงเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยคณะราษฎร์ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของการ ปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีศูนย์อำนาจการปกครองอยู่ที่ 3 สถาบันสำคัญคือ สถาบันนิติบัญญัติ ซึ่งมีรัฐสภาเป็นผู้ใช้อำนาจในการออกกฎหมาย สถาบันบริหารซึ่งมีคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ใช้อำนาจบริหาร และสถาบันตุลาการซึ่งมีศาลสถิตยุติธรรมเป็นผู้ใช้อำนาจหน้าที่พิพากษาอรรถคดีในพระปรมาภิไธย
ศาสนา
ประเทศไทย มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ คนไทยสามารถนับถือศาสนาต่าง ๆ กันได้ แต่มีผู้นับถือศาสนาพุทธกว่าร้อยละ 90 คนไทยยังนับถือศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู และซิกซ์ เป็นต้น รัฐธรรมนูญของไทยและกฎหมายอื่น ๆ ให้ความคุ้มครองในเรื่องการนับถือศาสนาเป็นอันดี ไม่ได้บังคับให้ประชาชนชาวไทยนับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง เป็นการเฉพาะ โดยถือว่าบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการนับถือศาสนานิกายของศาสนา แม้ศาสนาต่าง ๆ จะมีแนวทางปฏิบัติและรายละเอียดบางประการที่แตกต่างกันแต่ก็มีหลักเดียวกันคือต่างมุ่งสอนให้ทุกคนประกอบความดี ละเว้นความชั่ว ทั้งนี้เพื่อความเจริญของบุคคลในทางร่างกาย และจิตใจ อันจะนำสันติสุขมาสู่สังคมส่วนรวม


















































































หนังตะลุง

หนังตะลุง


บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด

หนังตะลุง



เป็นการละเล่นอย่างหนึ่งของไทย ซึ่งใช้หุ่นมีลักษณะแบน ทำจากแผ่นหนังวัวหรือหนังควาย

ประดิษฐ์เป็นรูปแบบต่างๆทาสีสวยงาม ชักให้เคลื่อนไหวตามบทพากย์และเสียงดนตรี ใช้แสง

ไฟส่องผ่านตัวหนังมาจากด้านหลังโรง ให้เงาไปปรากฎบนจอ

นิยมเล่นทางภาคใต้ของประเทศ

ไทย หนังตะลุงแฝงไว้ด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น บทที่ใช้แสดงเป็นร้อยแก้วและร้อย

กรอง เป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมไทย มีลักษณะเฉพาะตัว มีอายุยืนยาวมาหลายร้อยปี เรื่องที่

นิยมเล่นในสมัยโบราณ คือ เรื่องรามเกียรติ เพลงที่ใช้ประกอบมีทั้งเพลงช้าและเพลงเร็วร่วมกัน

ใช้ผู้แสดงเพียงคนเดียว เรียกว่า “นายหนัง” ทำหน้าที่พากย์และชักเชิด เครื่องดนตรีใช้ประกอบ

การละเล่น ได้แก่ ปี่ใน กล้องโหม่ง กับและกลอง ผู้เล่นเรียกว่า “ลูกคู่” หนังวัวและหนังควายที่

ทำหนังตะลุง ต้องผ่านกรรมวิธีต่างๆ จนหนังบางใส และระบายสี วิธีทำหนังตะลุงเหมือนกับหนัง

ใหญ่แต่ตัวเล็กกว่า มีไม้ประกบคาบตัวหนัง เลยลงมามีที่จับเชิด ลำตัวหนังตะลุงฉลุโปร่งใส

ประกอบลวดลายไทย ตัวหนังบางตัวเลียนแบบท่าของตัวพระ นาง ยักษ์ ลิง จากภาพไทยอัน

งดงาม ประวัติตัวตลก อ้ายเท่ง เอาเค้ามาจากชาวบ้านคนหนึ่ง ชื่อ เท่ง อยู่บ้านคูขุด อำเภอสะทิ้ง

พระจังหวัดสงขลา หนังจวนบ้านคูขุดนำมาตัดรูปตลกเป็นครั้งแรก หนังคณะอื่นๆนำไปเลียนแบบ

รูปร่างผอมบางสูง ท่อนบนยาวกว่าท่อนล่าง ผิงดำ ปากกว่าง หัวเถิก ผมงอหยิก ใบหน้าคล้าย

นกกระฮังนิ้วมือขวายาวโตคล้ายอวัยวะเพศผู้ชาย นิ้วชี้กับหัวแม่มือซ้ายงอหยิกเป็นวงเข้าหากัน

นุ่งผ้าโสร่งลายตาหมากรุก คาดพุงด้วยผ้าขะม้า ไม่สวมเสื้อ ที่สะเองเหน็บมีดอ้ายครก (มีด

ปลายแหลมด้ามงอ โค้ง มีฝัก) ชอบพูดจาโผงผาง ไม่เกรงใจใคร ขู่สำทับผู้อื่น ล้อเลียนเก่ง เป็น

คู่หูกับอ้ายหนูนุ้ย อ้ายหนูนุ้ย นำเค้ามาจากคนซื่อๆ แกมโง่ ผิวดำ รูปร่างค่อนข้างเตี้ย พุงยานโย้

คอตก ทรงผมคล้ายแส้ม้า จมูกปากยื่นออกไป คล้ายกับปากวัว มีเครายาวคล้ายหนวดแพะ ใคร

พูดเรื่องวัวเป็นไม่พอใจ นุ่งผ้าโสร่งแต่ไม่มีลวดลาย ไม่สวมเสื้อ ถือมีดตะไกรหนีบหมากเป็น

อาวุธ พูดเสียงต่ำสั่นเครือดันขึ้นนาสิก ชอบคล้อยตามคนยุยงส่งเสริม แสดงความซื่อออกมา

เสมอ นายสีแก้ว เชื่อกันว่าเอาเค้ามาจากคนที่ชื่อสีแก้ว









วันพุธที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ภูมิปัญญาท้องถิ่น


ภูมิปัญญาท้องถิ่น



คำว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือ ภูมิปัญญาชาวบ้าน หมายถึง ความรู้ของชาวบ้านในท้องถิ่น ซึ่งได้มาจากประสบการณ์ และความเฉลียวฉลาดของชาวบ้าน รวมทั้งความรู้ที่สั่งสมมาแต่บรรพบุรุษ สืบทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ระหว่างการสืบทอดมีการปรับ ประยุกต์และเปลี่ยนแปลง จนอาจเกิดเป็นความรู้ใหม่ตามสภาพการณ์ทางสังคมวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม
ภูมิปัญญาเป็นความรู้ที่ประกอบไปด้วยคุณธรรม ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านในวิถีดั้งเดิมนั้น ชีวิตของชาวบ้านไม่ได้แบ่งแยกเป็นส่วนๆ หากแต่ทุกอย่างมีความสัมพันธ์กัน การทำมาหากิน การอยู่ร่วมกันในชุมชน การปฏิบัติศาสนา พิธีกรรมและประเพณี ความรู้เป็นคุณธรรม เมื่อผู้คนใช้ความรู้นั้นเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง คนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ
ความสัมพันธ์ที่ดีเป็นความสัมพันธ์ที่มีความสมดุล ที่เคารพกันและกัน ไม่ทำร้ายทำลายกัน ทำให้ทุกฝ่ายทุกส่วนอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ชุมชนดั้งเดิมจึงมีกฎเกณฑ์ของการอยู่ร่วมกัน มีคนเฒ่าคนแก่เป็นผู้นำ คอยให้คำแนะนำตักเตือน ตัดสิน และลงโทษหากมีการละเมิด ชาวบ้านเคารพธรรมชาติรอบตัว ดิน น้ำ ป่า เขา ข้าว แดด ลม ฝน โลก และจักรวาล ชาวบ้านเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ทั้งที่มีชีวิตอยู่และล่วงลับไปแล้ว